บริการสกัดด้วยน้ำ (Water Extraction Service)
ทางเลือกสำหรับสารชอบน้ำและฉลากที่อ่านง่าย
ไม่ใช่ทุกสารที่ต้องใช้ตัวทำละลาย
มีความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งในวงการที่ทำให้ผู้ประกอบการจ่ายแพงกว่าที่ควร คือคิดว่ายิ่งวิธีสกัดซับซ้อนยิ่งได้ของดี
ความจริงคือวิธีที่เหมาะที่สุดขึ้นกับสารเป้าหมาย ไม่ใช่ขึ้นกับความซับซ้อนของเครื่องมือ และสารหลายกลุ่มที่ตลาดสุขภาพให้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้ ละลายน้ำได้ดีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ การใช้ตัวทำละลายอินทรีย์กับสารกลุ่มนี้จึงเป็นการเพิ่มทั้งต้นทุน ทั้งขั้นตอนกำจัดตัวทำละลาย และทั้งรายการทดสอบตัวทำละลายตกค้าง โดยไม่ได้สารเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน
บริการสกัดด้วยน้ำเหมาะกับสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือแบรนด์ที่สารเป้าหมายอยู่ในกลุ่มชอบน้ำอยู่แล้ว กลุ่มที่สองคือแบรนด์ที่วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธรรมชาติ หรือมีลูกค้าปลายทางที่กำหนดว่าห้ามใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่พบมากขึ้นในตลาดยุโรป
จุดที่ต้องควบคุม และเหตุผลที่วิธีนี้ยากกว่าที่คิด
วิธีนี้ฟังดูง่ายที่สุดในบรรดาทุกวิธี เพราะใช้แค่น้ำกับความร้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นวิธีที่ควบคุมยากที่สุดในแง่ความปลอดภัยทางจุลชีววิทยา
เหตุผลตรงไปตรงมา น้ำเป็นตัวกลางที่จุลินทรีย์เติบโตได้ดี และสารสกัดที่มีน้ำตาลจากพืชละลายอยู่คืออาหารชั้นดีสำหรับจุลินทรีย์ ทุกชั่วโมงที่สารสกัดอยู่ในสภาพเจือจางและอุ่นคือเวลาที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เราจึงควบคุมสามจุดหลักในทุกงานสกัดด้วยน้ำ
อุณหภูมิและระยะเวลา ต้องสูงพอที่จะดึงสารออกมาได้และลดจำนวนจุลินทรีย์ในวัตถุดิบ แต่ไม่นานจนสารเป้าหมายเสื่อม จุดสมดุลนี้ต่างกันตามชนิดสาร และเป็นสิ่งที่เราหาจากรอบทดลองก่อนผลิตจริง
การลดปริมาณน้ำอย่างรวดเร็ว หลังกรองเสร็จ เราส่งเข้ากระบวนการทำให้เข้มข้นทันที ไม่พักไว้ข้ามคืน เพราะช่วงที่สารสกัดอยู่ในสภาพเจือจางคือช่วงที่เสี่ยงที่สุด
การทำให้แห้งต่อเนื่อง ส่งเข้ากระบวนการอบแห้งทันทีหลังทำให้เข้มข้น เพื่อลดค่ากิจกรรมของน้ำลงถึงระดับที่จุลินทรีย์เติบโตไม่ได้
เกณฑ์จุลินทรีย์ที่เราใช้เป็นเป้าหมายอ้างอิงตามที่กฎหมายไทยกำหนดสำหรับอาหาร (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416) พ.ศ. 2563, 2563) และดำเนินการภายใต้หลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Codex Alimentarius Commission, 2022)
สารกลุ่มไหนที่วิธีนี้ทำได้ดี
โพลีแซ็กคาไรด์ เป็นกลุ่มหลักของบริการนี้ และเป็นกลุ่มที่ตลาดอาหารเสริมให้ความสนใจมากขึ้นต่อเนื่อง เบต้ากลูแคนจากเห็ดเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เพราะเป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่ละลายน้ำและไม่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ การใช้เอทานอลกับสารกลุ่มนี้จึงให้ผลตรงข้ามกับที่ต้องการ นอกจากเห็ดแล้ว สารเมือกจากว่านหางจระเข้และกระเจี๊ยบเขียวก็อยู่ในกลุ่มนี้

เปปไทด์และกรดอะมิโน จากงานย่อยโปรตีนพืช เป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตในตลาดโปรตีนทางเลือกและตลาดเครื่องสำอาง กลุ่มนี้ต้องคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษเพราะโครงสร้างเสียหายจากความร้อนได้ง่าย
แอนโธไซยานิน สารสีจากผลไม้สีม่วงแดง ละลายน้ำได้ดีแต่ไวต่อทั้งความร้อนและความเป็นกรดด่าง การสกัดด้วยน้ำจึงต้องคุมค่าความเป็นกรดด่างตลอดกระบวนการ ไม่เช่นนั้นสีจะเปลี่ยนและค่าสารสำคัญจะลดลง
สารกลุ่มน้ำตาลและอนุพันธ์ จากรากและหัวใต้ดิน ซึ่งใช้เป็นทั้งสารออกฤทธิ์และเป็นสารพาในสูตร
สารกลุ่มที่ไม่ควรใช้วิธีนี้
น้ำมันและสารที่ไม่ชอบน้ำทุกชนิด เพราะน้ำละลายไม่ได้ตั้งแต่ต้น หากสารเป้าหมายของคุณเป็นน้ำมันหอมระเหย โอลีโอเรซิน หรือสารกลุ่มไม่ชอบน้ำอื่น ๆ วิธีที่ถูกต้องคือการกลั่นด้วยไอน้ำ การบีบเย็น หรือคาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต
สารกลุ่มกึ่งกลาง เช่น ฟลาโวนอยด์หลายชนิด สกัดด้วยน้ำได้แต่ได้ปริมาณน้อยกว่าการใช้เอทานอลอย่างมีนัยสำคัญ กรณีนี้ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างปริมาณที่ได้กับข้อได้เปรียบเรื่องฉลากที่สะอาด ซึ่งเราคำนวณให้เห็นเป็นตัวเลขก่อนตัดสินใจ
ขั้นตอนการทำงานของเรา
การเตรียมวัตถุดิบ บดให้ได้ขนาดที่น้ำเข้าถึงเนื้อในได้ทั่ว โดยไม่ละเอียดจนกรองยาก สำหรับเห็ดและวัตถุดิบที่มีผนังเซลล์หนา อาจต้องมีขั้นตอนทำลายผนังเซลล์ก่อนเพื่อให้สารออกมาได้
การสกัด ควบคุมอุณหภูมิ ระยะเวลา อัตราส่วนน้ำต่อวัตถุดิบ และค่าความเป็นกรดด่างตามกลุ่มสารเป้าหมาย ทำหลายรอบด้วยน้ำใหม่หากต้องการดึงสารออกให้หมด
การกรองและแยกตะกอน แยกกากและสารแขวนลอยออก ซึ่งสำหรับสารสกัดที่มีโพลีแซ็กคาไรด์สูงจะหนืดและกรองยากกว่าปกติ ต้องใช้ระบบกรองที่เหมาะสม
การทำให้เข้มข้น ระเหยน้ำภายใต้ความดันต่ำเพื่อลดความร้อนสะสม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ใช้พลังงานมากที่สุดในกระบวนการ และเป็นเหตุผลที่การสกัดด้วยน้ำไม่ได้ถูกกว่าวิธีอื่นเสมอไป
การทำให้แห้ง ส่งต่อเข้ากระบวนการอบแห้งแบบพ่นฝอยหรือเยือกแข็งตามชนิดสารและตามความไวต่อความร้อน
สิ่งที่คุณต้องเตรียม
ชื่อวัตถุดิบและส่วนที่ใช้ ปริมาณที่มีในมือโดยมีขั้นต่ำต่อรอบที่เราแจ้งให้ทราบหลังประเมินงาน สารเป้าหมายหรือค่าที่ต้องการควบคุม เช่น ปริมาณเบต้ากลูแคนขั้นต่ำ

รูปแบบที่ต้องการรับมอบว่าเป็นของเหลวเข้มข้นหรือผงแห้ง และข้อกำหนดด้านจุลชีววิทยาจากลูกค้าปลายทางหากมี เพราะเป็นตัวกำหนดว่าต้องเพิ่มขั้นตอนลดจุลินทรีย์หรือไม่ ซึ่งกระทบทั้งเวลาและต้นทุน
สิ่งที่คุณจะได้รับ
สารสกัดในรูปแบบที่ตกลง ใบรายงานผลวิเคราะห์รายลอตที่รวมผลตรวจจุลินทรีย์ ข้อมูลกระบวนการผลิตสำหรับใช้ประกอบการขึ้นทะเบียน และคำแนะนำการเก็บรักษาพร้อมอายุการเก็บที่ประเมินได้
จุดขายที่คุณใช้ได้จากบริการนี้คือ เอกสารที่ระบุว่าไม่มีการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ในกระบวนการ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้และเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อในตลาดธรรมชาติมองหา
เทียบกับการสกัดด้วยเอทานอล ตัดสินใจอย่างไร
คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดในหน้านี้คือ จะเลือกระหว่างน้ำกับเอทานอลอย่างไร เราใช้เกณฑ์สามข้อ

ข้อแรก ดูที่สารเป้าหมายก่อนเสมอ ถ้าสารละลายน้ำได้ดี น้ำคือคำตอบ ถ้าสารไม่ละลายน้ำ เอทานอลคือคำตอบ ถ้าสารอยู่กึ่งกลาง ต้องทดลองเปรียบเทียบ ซึ่งเราทำให้ในรอบทดลองเดียวได้
ข้อที่สอง ดูที่ข้อกำหนดของตลาดปลายทาง บางตลาดและบางมาตรฐานรับรองกำหนดว่าห้ามใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ซึ่งตัดตัวเลือกให้เหลือทางเดียวโดยอัตโนมัติ ในกรณีนี้คำถามไม่ใช่วิธีไหนดีกว่า แต่คือทำอย่างไรให้วิธีที่ใช้ได้ให้ผลดีที่สุด
ข้อที่สาม ดูที่ต้นทุนรวม ไม่ใช่ค่าตัวทำละลาย หลายคนคิดว่าน้ำถูกกว่าเพราะน้ำแทบไม่มีต้นทุน แต่การระเหยน้ำใช้พลังงานสูงกว่าการระเหยเอทานอลมาก และเอทานอลที่ระเหยออกมาสามารถควบแน่นกลับไปใช้ใหม่ได้ ในขณะที่น้ำระเหยทิ้งไป เมื่อคำนวณต้นทุนรวมทั้งรอบ งานบางประเภทการสกัดด้วยน้ำจึงแพงกว่า
สิ่งที่เราทำให้ในขั้นประเมินคือ คำนวณต้นทุนรวมของทั้งสองทางให้เห็นเป็นตัวเลข พร้อมกับปริมาณสารที่คาดว่าจะได้จากแต่ละวิธี เพื่อให้คุณตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าวิธีไหนดูเป็นธรรมชาติกว่า
ข้อได้เปรียบด้านการสื่อสารที่มักถูกมองข้าม
นอกจากเหตุผลทางเทคนิคแล้ว การสกัดด้วยน้ำยังมีข้อได้เปรียบอีกด้านที่ทีมการตลาดมักเห็นค่ามากกว่าทีมโรงงาน นั่นคือความง่ายในการอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจ
เมื่อฉลากระบุว่าสกัดด้วยน้ำ ผู้บริโภคเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม และไม่มีคำถามตามมาเรื่องตัวทำละลายตกค้าง ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้บริโภคกลุ่มที่ใส่ใจส่วนผสมถามบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลัง สำหรับสินค้าที่วางตำแหน่งตัวเองในกลุ่มธรรมชาติหรือกลุ่มสะอาด ข้อนี้มีน้ำหนักในการตัดสินใจซื้อมากกว่าที่ตัวเลขทางเทคนิคจะมีได้
ในตลาดส่งออกบางแห่ง เรื่องนี้ยังมีผลในทางปฏิบัติมากกว่าการตลาด เพราะกระบวนการที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายอย่างเดียวมักลดรายการเอกสารที่ต้องยื่นลง โดยเฉพาะรายการตัวทำละลายตกค้างซึ่งต้องอ้างอิงแนวทางสากลและต้องมีผลวิเคราะห์ทุกลอต การตัดรายการนี้ออกได้แปลว่าต้นทุนเอกสารต่อลอตลดลงตลอดอายุสินค้า ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
อีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดคือสินค้าที่ต้องการการรับรองแบบเฉพาะทาง เช่น การรับรองอาหารตามหลักศาสนา หรือการรับรองเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมักมีข้อกำหนดเรื่องตัวทำละลายที่ใช้ได้ การเลือกวิธีที่ใช้น้ำตั้งแต่ต้นทำให้เส้นทางการขอรับรองสั้นลงและมีข้อโต้แย้งน้อยลง
เราหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะเห็นหลายโครงการที่เลือกวิธีสกัดโดยดูแค่ผลได้และต้นทุนต่อกิโลกรัม แล้วมาพบภายหลังว่าวิธีที่เลือกไว้ทำให้เส้นทางการตลาดและเส้นทางเอกสารยากขึ้นโดยไม่จำเป็น การตัดสินใจเรื่องวิธีสกัดจึงควรมีคนจากฝั่งการตลาดและฝั่งกฎหมายอยู่ในห้องด้วยตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ให้เป็นการตัดสินใจทางเทคนิคล้วน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: สกัดด้วยน้ำถูกกว่าวิธีอื่นไหม
A: ค่าตัวทำละลายถูกกว่าชัดเจน แต่ค่าพลังงานในการระเหยน้ำสูงกว่ามาก เพราะน้ำต้องการพลังงานในการระเหยสูงกว่าเอทานอล ต้นทุนรวมจึงต้องดูเป็นรายกรณี และในบางงานการสกัดด้วยน้ำแพงกว่าการสกัดด้วยเอทานอลด้วยซ้ำ
Q: ทำไมต้องรีบทำให้แห้ง
A: เพราะยิ่งสารสกัดอยู่ในสภาพเจือจางนาน ความเสี่ยงด้านจุลินทรีย์ยิ่งสูง และสารบางกลุ่มเสื่อมสภาพในน้ำเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะแอนโธไซยานินและเปปไทด์
Q: ใช้กับพืชที่มีน้ำมันได้ไหม
A: ได้ผลไม่ดี เพราะน้ำมันไม่ละลายน้ำ หากวัตถุดิบมีทั้งสารชอบน้ำและน้ำมัน เราอาจเสนอให้สกัดสองขั้นด้วยวิธีต่างกัน เพื่อให้ได้ทั้งสองส่วนจากวัตถุดิบชุดเดียว
Q: เขียนบนฉลากว่าสกัดด้วยน้ำได้ไหม
A: ได้ตามข้อเท็จจริง และเราออกเอกสารยืนยันกระบวนการให้ ส่วนการเขียนสรรพคุณยังต้องอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดตามประเภทผลิตภัณฑ์ (พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562, 2562)
Q: ใช้เวลากี่วัน
A: เรานับเป็นวันทำการต่อรอบ รวมขั้นตอนทำให้เข้มข้น ส่วนการอบแห้งและการวิเคราะห์นับแยก โดยระบุจำนวนวันไว้ในใบเสนอราคา
ก้าวต่อไป
ส่งชื่อวัตถุดิบและสารเป้าหมายมาที่ info@zubbbiotech.com หรือ LINE @zubbbiotech เราจะประเมินว่าน้ำเป็นตัวทำละลายที่เหมาะที่สุดสำหรับงานของคุณหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นเป็นตัวเลขว่าหากใช้วิธีอื่นจะได้ปริมาณต่างกันแค่ไหน
ติดต่อสอบถามและขอใบเสนอราคา
ส่งรายละเอียดงานของคุณมาได้ที่ ติดต่อเรา หรือ LINE @zubbbiotech · โทร 089-056-5651 · 097-297-1777 · อีเมล info@zubbbiotech.com
แหล่งอ้างอิง (References)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416) พ.ศ. 2563 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการในการตรวจวิเคราะห์ของอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค. (2563, 9 ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา, 137(ตอนพิเศษ 237 ง), 9.
- พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562. (2562, 30 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา, 136(ตอนที่ 56 ก), 1–29.
- Codex Alimentarius Commission. (2022). General principles of food hygiene (CXC 1-1969, Rev. 2020, Amended 2022). Food and Agriculture Organization of the United Nations & World Health Organization.