สร้างวัตถุดิบที่คู่แข่งซื้อตามไม่ได้

ปัญหาของแบรนด์ที่ใช้วัตถุดิบที่ใครก็ซื้อได้

ตลาดอาหารเสริมและเครื่องสำอางไทยมีลักษณะหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่นาน คือทุกคนซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดียวกัน

เมื่อแบรนด์หนึ่งเปิดตัวสินค้าที่ขายดี ภายในไม่กี่เดือนจะมีสินค้าที่ใช้สารเดียวกันในปริมาณเท่ากันออกมาในราคาต่ำกว่า เพราะวัตถุดิบนั้นเปิดขายให้ทุกคน สิ่งเดียวที่แข่งได้จึงเหลือแค่ราคาและการตลาด ซึ่งเป็นสนามที่คนมีทุนหนากว่าชนะเสมอ

ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการมีวัตถุดิบที่คนอื่นซื้อตามไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นสารที่พัฒนาขึ้นใหม่ สารที่มีสเปกเฉพาะที่คุณถือสิทธิ์ หรือสารที่มาจากแหล่งวัตถุดิบที่คุณควบคุมอยู่

บริการนี้คือกระบวนการสร้างสิ่งนั้น และเป็นบริการที่ใช้เวลานานที่สุด ลงทุนสูงที่สุด แต่ให้ผลตอบแทนยาวที่สุดในบรรดาบริการทั้งหมดของเรา

กระบวนการทำงาน

ขั้นที่ 1 — กำหนดโจทย์ทางธุรกิจก่อนโจทย์ทางวิทยาศาสตร์

โครงการวิจัยที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ล้มเพราะเริ่มจากคำถามผิด การเริ่มด้วย "พืชตัวนี้น่าสนใจ ลองวิจัยดู" มักจบลงด้วยผลการทดลองที่สวยงามแต่ขายไม่ได้

เราเริ่มจากคำถามทางธุรกิจแทน ว่าผลิตภัณฑ์ปลายทางต้องการอะไร กลุ่มลูกค้าคือใคร ราคาขายอยู่ในช่วงไหน และคู่แข่งใช้อะไรอยู่ จากนั้นจึงย้อนกลับมาว่าสารแบบใดจึงจะตอบโจทย์นั้นได้

ขั้นที่ 2 — คัดเลือกพืชเป้าหมาย

พิจารณาจากสี่เรื่องพร้อมกัน คือข้อมูลงานวิจัยที่มีอยู่ ความพร้อมของแหล่งวัตถุดิบในประเทศ สถานะทางกฎหมายของพืช และความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์

ข้อที่สามสำคัญกว่าที่คนคิด เพราะพืชบางชนิดอยู่ในข่ายควบคุมหรือต้องขออนุญาตก่อนนำทรัพยากรชีวภาพไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Secretariat of the Convention on Biological Diversity, 2011) การรู้ตั้งแต่ต้นทำให้วางแผนได้ ส่วนการรู้ตอนใกล้ออกสินค้าคือปัญหา

ขั้นที่ 3 — ทดลองสกัดและคัดกรองเบื้องต้น

ทดลองสกัดด้วยวิธีและสภาวะหลายแบบ แล้ววิเคราะห์ว่าแต่ละแบบให้องค์ประกอบต่างกันอย่างไร ขั้นนี้มักพบว่าวิธีที่ให้ปริมาณมากที่สุดไม่ใช่วิธีที่ให้สารที่ต้องการมากที่สุด

ขั้นที่ 4 — พัฒนาวิธีวิเคราะห์

เพราะสารใหม่มักยังไม่มีวิธีวัดมาตรฐาน ขั้นนี้จึงจำเป็นและต้องทำก่อนขั้นถัดไป ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางบอกได้ว่าผลการทดลองแต่ละรอบต่างกันจริงหรือเป็นความคลาดเคลื่อนของการวัด (International Council for Harmonisation of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use, 2023)

ขั้นที่ 5 — พิสูจน์คุณสมบัติในห้องปฏิบัติการ

ทดสอบคุณสมบัติของสารตามโจทย์ที่ตั้งไว้ในขั้นแรก ผลจากขั้นนี้คือข้อมูลที่ใช้สนับสนุนการขายในภายหลัง โดยต้องระวังการตีความเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ ซึ่งเป็นจุดที่หลายโครงการพลาด

ขั้นที่ 6 — ขยายขนาดการผลิต

สิ่งที่ทำได้ในหลอดทดลองไม่ได้แปลว่าทำได้ในถังขนาดใหญ่ ขั้นนี้ทดสอบว่ากระบวนการยังให้ผลเหมือนเดิมเมื่อขยายขนาด และปรับสภาวะให้เหมาะกับเครื่องจริง เป็นขั้นที่โครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากติดอยู่ เพราะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานระดับกึ่งอุตสาหกรรม

ขั้นที่ 7 — จัดทำเอกสารและวางแผนคุ้มครองสิทธิ์

จัดทำข้อกำหนดคุณภาพ วิธีวิเคราะห์ ข้อมูลความปลอดภัย และเอกสารกระบวนการผลิต พร้อมประเมินว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นควรคุ้มครองในรูปแบบใด ระหว่างการจดสิทธิบัตร การเก็บเป็นความลับทางการค้า หรือการสร้างข้อได้เปรียบผ่านการควบคุมแหล่งวัตถุดิบ

สิ่งที่เราจะบอกคุณตรง ๆ ตั้งแต่ต้น

โครงการวิจัยมีโอกาสไม่สำเร็จ และเราจะไม่รับปากผลลัพธ์ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่เรารับปากได้คือกระบวนการที่เป็นระบบ การรายงานผลตามจริง และการหยุดโครงการเมื่อข้อมูลบอกว่าไม่ควรไปต่อ ซึ่งการหยุดให้เร็วคือการประหยัดที่สำคัญที่สุดในงานวิจัย

บริการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ใหม่ (Active Ingredient R&D Service) — ภาพประกอบที่ 1

เราจะเสนอให้แบ่งโครงการเป็นช่วง โดยมีจุดตัดสินใจชัดเจนหลังแต่ละช่วง เพื่อให้คุณไม่ต้องผูกพันงบทั้งก้อนตั้งแต่ต้น และเลิกได้โดยเสียหายจำกัดหากผลไม่เป็นไปตามที่หวัง

ข้อมูลที่ได้ต้องใช้ในกรอบที่กฎหมายอนุญาต ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการเป็นข้อมูลทางเทคนิคที่ใช้สื่อสารกับผู้ซื้อระดับธุรกิจได้ แต่การนำไปเขียนเป็นสรรพคุณบนฉลากผลิตภัณฑ์มีข้อจำกัดตามประเภทผลิตภัณฑ์ (พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562, 2562; พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558, 2558) เราแนะนำขอบเขตการสื่อสารที่ปลอดภัยให้พร้อมกับผลการทดลอง

โมเดลความร่วมมือที่เลือกได้

จ้างวิจัยแบบเบ็ดเสร็จ คุณเป็นเจ้าของผลงานทั้งหมด จ่ายค่าบริการตามขอบเขตงาน เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการถือสิทธิ์เต็มและมีงบพร้อม

ร่วมพัฒนาและแบ่งสิทธิ์ ทั้งสองฝ่ายลงทุนร่วมกันและตกลงการแบ่งสิทธิ์ในผลงานตามสัดส่วน เหมาะกับโครงการที่มีความไม่แน่นอนสูงและทั้งสองฝ่ายเห็นศักยภาพร่วมกัน

รับสิทธิ์ใช้สารที่เราพัฒนาไว้แล้ว สำหรับแบรนด์ที่ไม่ต้องการรอกระบวนการวิจัย เราให้สิทธิ์ใช้สารที่พัฒนาไว้แล้วในรูปแบบที่จำกัดผู้ใช้ ทำให้คุณได้ความต่างโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

เราอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบให้ครบก่อนตกลง เพราะโครงสร้างความร่วมมือที่ผิดตั้งแต่ต้นสร้างปัญหามากกว่าตัวงานวิจัยเอง

สิ่งที่คุณต้องเตรียม

โจทย์ทางธุรกิจที่ชัดเจน ว่าผลิตภัณฑ์ปลายทางคืออะไร กลุ่มเป้าหมายคือใคร และช่วงราคาขายอยู่ที่ไหน ยิ่งชัดยิ่งทำให้การคัดเลือกพืชและการออกแบบการทดลองตรงจุด

งบประมาณและกรอบเวลาที่ยอมรับได้ ข้อมูลพืชหรือภูมิปัญญาที่คุณมีอยู่แล้วหากมี ซึ่งอาจเป็นจุดตั้งต้นที่ดีและอาจมีประเด็นเรื่องสิทธิ์ที่ต้องจัดการ และความชัดเจนเรื่องความคาดหวังในการถือสิทธิ์ผลงาน

สิ่งที่คุณจะได้รับ

รายงานผลการวิจัยทุกช่วงพร้อมข้อมูลดิบ สารต้นแบบสำหรับทดลองใช้ในสูตร วิธีวิเคราะห์และเอกสารตรวจสอบความถูกต้อง ข้อกำหนดคุณภาพและเอกสารกระบวนการผลิต ข้อเสนอแนะเรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ และขอบเขตการสื่อสารที่ใช้ได้ตามกฎหมาย

บริการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ใหม่ (Active Ingredient R&D Service) — ภาพประกอบที่ 2

ตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละช่วง

เพื่อให้การแบ่งโครงการเป็นช่วงมีความหมายจริง แต่ละช่วงต้องมีเกณฑ์ตัดสินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ตัดสินกันตอนเห็นผล

ช่วงศึกษาความเป็นไปได้ ผ่านเมื่อพบว่ามีพืชอย่างน้อยหนึ่งชนิดที่มีข้อมูลรองรับ มีแหล่งวัตถุดิบในประเทศ ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ปิดกั้น และมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์เมื่อประเมินคร่าว ๆ

ช่วงทดลองสกัด ผ่านเมื่อได้สารสกัดที่มีสารเป้าหมายในปริมาณที่ตรวจวัดได้อย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลผลิตที่อยู่ในระดับที่ผลิตเชิงพาณิชย์ได้

ช่วงพิสูจน์คุณสมบัติ ผ่านเมื่อผลการทดสอบสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ในระดับที่มีนัยสำคัญ และข้อมูลที่ได้อยู่ในระดับที่ใช้สื่อสารกับผู้ซื้อระดับธุรกิจได้

ช่วงขยายขนาด ผ่านเมื่อกระบวนการให้ผลใกล้เคียงกับระดับห้องปฏิบัติการเมื่อขยายขนาด และต้นทุนต่อกิโลกรัมอยู่ในกรอบที่ธุรกิจรับได้

การมีเกณฑ์ชัดเจนแบบนี้ทำให้การตัดสินใจหยุดโครงการไม่ใช่เรื่องของอารมณ์หรือความเสียดายเงินที่ลงไปแล้ว แต่เป็นการทำตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น

ทำไมการหยุดให้เร็วจึงสำคัญกว่าที่คิด

ในงานวิจัย ต้นทุนที่แพงที่สุดไม่ใช่โครงการที่ล้มเหลว แต่คือโครงการที่ล้มเหลวช้า

บริการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ใหม่ (Active Ingredient R&D Service) — ภาพประกอบที่ 3

โครงการที่หยุดตั้งแต่ช่วงแรกเสียเงินจำกัดและเสียเวลาไม่มาก ส่วนโครงการที่เดินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเสียดายสิ่งที่ลงไปแล้ว จะกินทั้งงบและกินโอกาสที่จะเอาทรัพยากรไปทำเรื่องที่มีโอกาสสำเร็จมากกว่า

เราจึงถือว่าการเสนอให้หยุดเมื่อข้อมูลบอกอย่างนั้น เป็นส่วนหนึ่งของบริการ ไม่ใช่การยอมแพ้

เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ควรคุยกันก่อนเริ่มงาน

โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์ต่างจากงานรับจ้างผลิตทั่วไปตรงที่มันสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา และสิ่งใหม่นั้นมีเจ้าของ การไม่คุยเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นเป็นสาเหตุของข้อพิพาทที่แก้ยากที่สุดในงานลักษณะนี้ เพราะเมื่อผลลัพธ์ออกมาดี ทั้งสองฝ่ายจะรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนสำคัญ

สิ่งที่ควรแยกให้ชัดมีสามชั้น ชั้นแรกคือความรู้ที่แต่ละฝ่ายนำเข้ามาก่อนเริ่มโครงการ ฝั่งคุณอาจมีข้อมูลตลาดและสูตรเดิม ฝั่งเราอาจมีกระบวนการสกัดและวิธีวิเคราะห์ที่พัฒนาไว้แล้ว ความรู้ชั้นนี้ควรยังเป็นของเจ้าของเดิมหลังโครงการจบ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร

ชั้นที่สองคือผลลัพธ์เฉพาะของโครงการ เช่น สูตรสารสกัดที่พัฒนาขึ้นสำหรับคุณโดยเฉพาะ สภาวะกระบวนการที่ปรับจนได้ค่าตามเป้า และข้อมูลผลทดสอบทั้งหมด ชั้นนี้คือสิ่งที่ต้องตกลงกันชัดที่สุด และในสัญญาส่วนใหญ่ที่เราทำ ผลลัพธ์ชั้นนี้เป็นของผู้ว่าจ้าง โดยเรามีสิทธิ์ใช้เพื่อการผลิตให้ผู้ว่าจ้างเท่านั้น

ชั้นที่สามคือความรู้ทั่วไปที่ได้ระหว่างทาง ซึ่งแยกออกจากตัวโครงการได้ เช่น การค้นพบว่าวัตถุดิบชนิดหนึ่งตอบสนองต่อสภาวะแบบใด ชั้นนี้เป็นจุดที่ต้องคุยกันด้วยความเข้าใจ เพราะการห้ามผู้ผลิตใช้ความรู้ที่ได้จากงานหนึ่งไปกับงานอื่นโดยสิ้นเชิง เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีผู้ผลิตรายใดรับได้ในทางปฏิบัติ

นอกจากความเป็นเจ้าของแล้ว ยังมีอีกสองเรื่องที่ควรระบุ เรื่องแรกคือระยะเวลาที่เราจะไม่รับงานลักษณะเดียวกันให้คู่แข่งของคุณ ซึ่งควรมีขอบเขตที่ชัดและมีวันหมดอายุ เรื่องที่สองคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าโครงการหยุดกลางทาง ใครถือข้อมูลอะไรไว้ และอีกฝ่ายมีสิทธิ์นำไปทำต่อกับผู้อื่นได้หรือไม่ การเขียนเรื่องนี้ไว้ตอนที่ทั้งสองฝ่ายยังมองโลกในแง่ดี ง่ายกว่าการเจรจาตอนที่โครงการมีปัญหาแล้วอย่างเทียบกันไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ใช้เวลานานแค่ไหน

A: เป็นโครงการระดับหลายเดือนถึงเป็นปี ขึ้นกับความซับซ้อนของโจทย์ เราแบ่งเป็นช่วงพร้อมกำหนดเวลาแต่ละช่วงไว้ในข้อเสนอ เพื่อให้คุณเห็นภาพและวางแผนธุรกิจได้

Q: ถ้าวิจัยแล้วไม่ได้ผลจะเป็นอย่างไร

A: คุณจะได้ข้อมูลว่าทางนั้นไปไม่ได้ ซึ่งมีมูลค่าจริงเพราะป้องกันไม่ให้ลงทุนต่อในทางที่ผิด และเราเสนอทางเลือกอื่นที่ข้อมูลชี้ไป การมีจุดตัดสินใจระหว่างช่วงทำให้ความเสียหายจำกัด

Q: ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยได้ไหม

A: ได้ และเป็นรูปแบบที่ให้ผลดีในหลายโครงการ เพราะแต่ละฝ่ายมีจุดแข็งต่างกัน เราประสานงานและดูแลส่วนที่เป็นการขยายขนาดสู่การผลิตจริงซึ่งมักเป็นช่องว่างของงานวิจัยเชิงวิชาการ

Q: สารที่พัฒนาแล้วจดสิทธิบัตรได้ไหม

A: ขึ้นกับว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นเข้าเงื่อนไขความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นหรือไม่ เราประเมินให้ในขั้นวางแผนและแนะนำว่าควรคุ้มครองในรูปแบบใด ซึ่งบางกรณีการเก็บเป็นความลับทางการค้าให้ผลดีกว่าการจดสิทธิบัตร

Q: เริ่มด้วยงบจำกัดได้ไหม

A: ได้ เราออกแบบช่วงแรกให้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ที่ใช้งบไม่มาก เพื่อให้คุณมีข้อมูลพอตัดสินใจว่าจะลงทุนต่อหรือไม่ ก่อนผูกพันงบก้อนใหญ่

ก้าวต่อไป

ส่งโจทย์ทางธุรกิจของคุณมาที่ info@zubbbiotech.com หรือ LINE @zubbbiotech ไม่ต้องมีพืชในใจก็ได้ บอกแค่ว่าผลิตภัณฑ์ปลายทางต้องการอะไรและกลุ่มเป้าหมายคือใคร เราจะเสนอแนวทาง ขอบเขตงานแบ่งเป็นช่วง และกรอบงบประมาณกลับให้โดยเร็วที่สุด

ติดต่อสอบถามและขอใบเสนอราคา

ส่งรายละเอียดงานของคุณมาได้ที่ ติดต่อเรา หรือ LINE @zubbbiotech · โทร 089-056-5651 · 097-297-1777 · อีเมล info@zubbbiotech.com

แหล่งอ้างอิง (References)

  1. พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562. (2562, 30 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา, 136(ตอนที่ 56 ก), 1–29.
  2. พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558. (2558, 8 กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา, 132(ตอนที่ 86 ก), 5–28.
  3. International Council for Harmonisation of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use. (2023). Validation of analytical procedures Q2(R2).
  4. Secretariat of the Convention on Biological Diversity. (2011). Nagoya Protocol on access to genetic resources and the fair and equitable sharing of benefits arising from their utilization to the Convention on Biological Diversity. United Nations.

สอบถามเกี่ยวกับ บริการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ใหม่ (Active Ingredient R&D Service)

หากคุณมีคำถามหรือต้องการรับคำปรึกษาเกี่ยวกับ บริการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ใหม่ (Active Ingredient R&D Service) คุณสามารถติดต่อเราได้ผ่านแบบฟอร์มติดต่อด้านล่าง

"*" indicates required fields

This field is for validation purposes and should be left unchanged.