บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service)

บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service)

ทำให้ผลผลิตในแปลงกลายเป็นวัตถุดิบที่โรงงานรับได้

ช่องว่างระหว่างแปลงกับโรงงาน

ประเทศไทยมีเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากที่ปลูกสมุนไพรได้ดี บางรายปลูกมาหลายชั่วอายุคน รู้จักพืชในมือดีกว่าใคร และมีผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี

ในเวลาเดียวกัน โรงงานสารสกัดและโรงงานผลิตอาหารเสริมในประเทศก็ต้องการวัตถุดิบเหล่านี้ และหลายรายนำเข้าจากต่างประเทศทั้งที่พืชชนิดเดียวกันปลูกได้ในไทย

สิ่งที่ขวางอยู่ระหว่างสองฝ่ายนี้ไม่ใช่คุณภาพของผลผลิต แต่คือรูปแบบและเอกสาร

โรงงานต้องการวัตถุดิบที่แห้งถึงเกณฑ์ ขนาดสม่ำเสมอ ผ่านการตรวจจุลินทรีย์ มีบันทึกว่ามาจากแปลงไหน เก็บเมื่อไร และใช้สารเคมีอะไรบ้าง ส่วนสิ่งที่เกษตรกรมีคือผลผลิตสด ตากแห้งด้วยวิธีที่ทำกันมา และไม่มีระบบบันทึกเพราะไม่เคยมีใครขอ

ผลคือดีลไม่เกิด ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายอยากได้กันและกัน บริการนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานตรงกลาง

บริการนี้ทำงานอย่างไร

เราไม่ได้เป็นแค่คนรับซื้อ แต่เป็นผู้วางระบบและรับความเสี่ยงบางส่วนแทนทั้งสองฝ่าย

สำหรับเจ้าของแบรนด์และโรงงาน เราจัดหาวัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์พร้อมเอกสารครบ โดยที่คุณไม่ต้องไปสร้างเครือข่ายเกษตรกรเอง ไม่ต้องไปสอนวิธีตากแห้ง และไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องผลผลิตไม่ได้คุณภาพ

สำหรับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน เรารับซื้อในราคาที่ตกลงล่วงหน้า พร้อมให้ข้อมูลว่าต้องปลูกและจัดการอย่างไรจึงจะได้ราคานั้น ซึ่งเปลี่ยนจากการขายตามราคาตลาดที่ผันผวน เป็นการวางแผนรายได้ได้ล่วงหน้า

สิ่งที่บริการนี้ครอบคลุม

การสำรวจและคัดเลือกพื้นที่ ประเมินสภาพดิน แหล่งน้ำ ประวัติการใช้ที่ดิน และระยะห่างจากแหล่งมลพิษ พร้อมเก็บตัวอย่างดินและพืชมาวิเคราะห์ เพราะพื้นที่ที่ดินมีโลหะหนักสูงจะทำให้ผลตรวจวัตถุดิบไม่ผ่านไม่ว่าจะจัดการดีแค่ไหน

บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service) — ภาพประกอบที่ 1

การกำหนดสายพันธุ์และวิธีปลูก เลือกสายพันธุ์ที่ให้สารสำคัญตรงกับที่ตลาดต้องการ และกำหนดแนวปฏิบัติในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวตามแนวทางสากลสำหรับพืชสมุนไพร (World Health Organization, 2003)

การทำสัญญารับซื้อล่วงหน้า ตกลงปริมาณ ช่วงเวลาส่งมอบ เกณฑ์คุณภาพ และราคา เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมระบุว่าผลผลิตที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะจัดการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทภายหลัง

การถ่ายทอดวิธีจัดการหลังเก็บเกี่ยว นี่คือจุดที่สร้างความต่างมากที่สุด เพราะสมุนไพรที่ตากบนพื้นดินกับตากบนแคร่ยกสูงให้ผลตรวจจุลินทรีย์ต่างกันชัดเจน และการตากไม่แห้งพอนำไปสู่เชื้อราซึ่งทำให้เกิดสารพิษที่ผู้ซื้อต่างประเทศตรวจเสมอ (Codex Alimentarius Commission, 1995)

การวางระบบบันทึกข้อมูล จัดทำแบบฟอร์มบันทึกที่เกษตรกรใช้ได้จริง ไม่ซับซ้อนเกินไป แต่เก็บข้อมูลครบตามที่ผู้ซื้อปลายทางต้องการ ทั้งวันปลูก วันเก็บ สารที่ใช้ และปริมาณผลผลิต

การรับซื้อและตรวจรับ ตรวจความชื้น สิ่งปนปลอม และสภาพวัตถุดิบตามเกณฑ์ที่ตกลง พร้อมเก็บตัวอย่างวิเคราะห์

การแปรรูปเบื้องต้น ล้าง หั่น อบแห้ง และบด ให้ได้รูปแบบที่โรงงานปลายทางรับเข้าสายการผลิตได้ทันที

ทำไมการทำสัญญาล่วงหน้าถึงสำคัญกว่าที่คิด

ประเด็นที่คนนอกวงการมักมองข้ามคือ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเป็นตัวแปรที่กำหนดปริมาณสารสำคัญมากที่สุด

เมื่อไม่มีสัญญา เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวตามความสะดวก ตามราคาตลาดในวันนั้น หรือตามที่พ่อค้ามารับซื้อ ซึ่งอาจเร็วหรือช้ากว่าช่วงที่พืชมีสารสำคัญสูงสุดหลายสัปดาห์

เมื่อมีสัญญาที่ระบุหน้าต่างเวลาเก็บเกี่ยวและมีราคารองรับ เกษตรกรมีเหตุผลที่จะรอถึงช่วงที่ถูกต้อง เพราะรู้ว่าจะขายได้แน่นอนในราคาที่ตกลงไว้

ผลที่ตามมาคือความสม่ำเสมอของสารสำคัญระหว่างลอต ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการและเป็นสิ่งที่การซื้อจากตลาดกลางให้ไม่ได้

กรณีที่บริการนี้เหมาะที่สุด

แบรนด์ที่มีพืชเป้าหมายชัดเจนและสั่งซ้ำเป็นประจำ เพราะการลงทุนวางระบบคุ้มเมื่อใช้ต่อเนื่องหลายปี

แบรนด์ที่ต้องการเล่าเรื่องแหล่งที่มา ในตลาดที่ผู้บริโภคสนใจว่าของมาจากไหน การมีเครือข่ายเกษตรกรที่ระบุตัวตนได้เป็นเนื้อหาการตลาดที่แข่งขันได้ยาก

แบรนด์ที่กำลังจะส่งออก เพราะเอกสารตามรอยย้อนกลับเป็นข้อกำหนดของผู้นำเข้าหลายราย

วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรม กลุ่มที่มีผลผลิตแต่ไม่รู้จะขายให้ใครในราคาที่เป็นธรรม

กรณีที่ยังไม่จำเป็น

หากคุณอยู่ในช่วงทดลองตลาด ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้พืชชนิดนี้ต่อไปหรือไม่ หรือปริมาณที่ใช้ต่อปียังน้อย การซื้อวัตถุดิบตามความจำเป็นยืดหยุ่นกว่าและไม่ผูกพัน เราจะบอกตรง ๆ หากประเมินแล้วว่ายังไม่ถึงจุดที่คุ้ม

บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service) — ภาพประกอบที่ 2

สิ่งที่คุณต้องเตรียม

ชนิดพืชและปริมาณที่ต้องการต่อปี สเปกคุณภาพที่ต้องการ ตลาดปลายทางที่จะขาย และระยะเวลาที่พร้อมผูกพัน เพราะการวางระบบกับเกษตรกรต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งรอบเพาะปลูกจึงจะเห็นผล

หากคุณมีเครือข่ายเกษตรกรอยู่แล้ว บอกเราตั้งแต่ต้น เพราะเราทำงานร่วมกับเครือข่ายเดิมได้และมักได้ผลดีกว่า เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่ทำให้การปรับวิธีทำงานราบรื่นกว่าการเริ่มใหม่

สิ่งที่คุณจะได้รับ

วัตถุดิบตามสเปกพร้อมกำหนดส่งที่วางแผนล่วงหน้าได้ เอกสารแหล่งที่มาที่ระบุแปลง สายพันธุ์ วันเก็บเกี่ยว และวิธีจัดการหลังเก็บ ผลวิเคราะห์วัตถุดิบตั้งต้น รายชื่อและข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรสำหรับใช้ในการสื่อสารการตลาดหากคุณต้องการ และแผนสำรองสำหรับปีที่ผลผลิตไม่เป็นไปตามคาด

สิ่งที่เกษตรกรได้ และสิ่งที่เกษตรกรต้องเปลี่ยน

ความร่วมมือแบบนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์จริง เราจึงอธิบายให้ชัดทั้งสองด้านตั้งแต่การพูดคุยครั้งแรกกับกลุ่มเกษตรกร

สิ่งที่เกษตรกรได้ คือราคาที่ตกลงล่วงหน้าซึ่งทำให้วางแผนรายได้ได้ แทนที่จะขึ้นกับราคาตลาดในวันที่เก็บเกี่ยว ตลาดที่แน่นอนโดยไม่ต้องหาผู้ซื้อเอง ความรู้เรื่องการจัดการหลังเก็บเกี่ยวที่ใช้ได้กับผลผลิตอื่นด้วย และในหลายกรณีคือราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไปเพราะผลผลิตเข้าเกณฑ์คุณภาพที่สูงกว่า

สิ่งที่เกษตรกรต้องเปลี่ยน คือการเก็บเกี่ยวตามหน้าต่างเวลาที่กำหนดแทนตามความสะดวก การใช้สายพันธุ์ที่ตกลงไว้แทนพันธุ์ที่เคยปลูก การเปลี่ยนวิธีตากจากบนพื้นเป็นบนแคร่ยกสูง และการบันทึกข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งที่หลายกลุ่มไม่เคยทำมาก่อน

ข้อสุดท้ายคือข้อที่ยากที่สุดในทางปฏิบัติ เราจึงออกแบบแบบฟอร์มบันทึกให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ยังเก็บข้อมูลครบตามที่ผู้ซื้อปลายทางต้องการ และจัดอบรมพร้อมติดตามในช่วงแรกจนกลายเป็นนิสัย

ความเสี่ยงของโมเดลนี้ที่เราบอกทั้งสองฝ่าย

ความเสี่ยงฝั่งผู้ซื้อคือผลผลิตอาจไม่ได้ตามแผนเพราะสภาพอากาศหรือโรคพืช ซึ่งเราจัดการด้วยการกระจายแหล่งปลูกและวางแผนสำรอง

บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service) — ภาพประกอบที่ 3

ความเสี่ยงฝั่งเกษตรกรคือการปลูกตามสัญญาแล้วผู้ซื้อไม่รับซื้อ ซึ่งเราจัดการด้วยการระบุเงื่อนไขการรับซื้อและการจัดการผลผลิตที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของการตีความภายหลัง

ความชัดเจนตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้เครือข่ายอยู่ได้หลายปี แทนที่จะจบลงหลังฤดูกาลแรก

การเริ่มต้นด้วยแปลงนำร่อง แทนการทำสัญญาเต็มพื้นที่

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในโครงการเกษตรพันธสัญญา คือการเริ่มด้วยพื้นที่ใหญ่ตั้งแต่ปีแรก เพราะคำนวณจากปริมาณที่ต้องใช้แล้วแปลงกลับเป็นจำนวนไร่ ผลที่ตามมาคือถ้าสมมติฐานข้อใดข้อหนึ่งผิด ความเสียหายจะเกิดขึ้นเต็มขนาดทันที และทั้งฝั่งผู้ซื้อกับฝั่งเกษตรกรเสียหายพร้อมกัน

แนวทางที่เราแนะนำคือเริ่มด้วยแปลงนำร่องขนาดเล็กในปีแรก โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจนสามข้อ ข้อแรกคือยืนยันว่าสายพันธุ์และวิธีปลูกที่เลือกไว้ให้ค่าสารสำคัญตามที่ต้องการจริงในพื้นที่นั้น ไม่ใช่ตามที่งานวิจัยจากที่อื่นรายงานไว้ ข้อที่สองคือวัดผลผลิตต่อไร่จริง ซึ่งมักต่ำกว่าตัวเลขที่อ้างอิงมาในปีแรกเสมอ เพราะเกษตรกรยังไม่ชำนาญกับพืชชนิดใหม่ ข้อที่สามคือทดสอบว่าระบบการรับซื้อ การขนส่ง และการจัดการหลังเก็บเกี่ยวทำงานได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่โครงการล้มบ่อยกว่าเรื่องการปลูกเสียอีก

แปลงนำร่องยังทำหน้าที่อีกอย่างที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ คือสร้างความไว้วางใจ เกษตรกรที่ไม่เคยปลูกพืชชนิดนี้มาก่อน จะลังเลที่จะเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดตามคำชวนของคนที่เพิ่งรู้จัก แต่จะเต็มใจลองในพื้นที่ส่วนหนึ่งและดูผลด้วยตัวเอง เมื่อรอบแรกจ่ายเงินตรงตามที่ตกลง การขยายในปีถัดไปจะง่ายขึ้นมากโดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องเพิ่มราคา

ข้อเสียของแนวทางนี้คือช้ากว่าหนึ่งฤดู ซึ่งเป็นต้นทุนที่จริงและเราไม่ปฏิเสธ แต่เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการทำสัญญาเต็มพื้นที่บนสมมติฐานที่ยังไม่ได้พิสูจน์ เราถือว่าคุ้มเกือบทุกกรณี ยกเว้นกรณีที่พืชชนิดนั้นมีการปลูกเชิงพาณิชย์ในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว และสิ่งที่เปลี่ยนคือเงื่อนไขการรับซื้อเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ราคาสูงกว่าซื้อจากตลาดกลางไหม

A: ต่อกิโลกรัมมักสูงกว่า เพราะรวมค่าวางระบบและค่าความสม่ำเสมอที่ได้กลับมา แต่ควรเทียบที่ต้นทุนต่อสารสกัดที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ใช่ต่อวัตถุดิบตั้งต้น เพราะลอตที่ไม่ผ่านเกณฑ์คือต้นทุนที่จมทั้งก้อน

Q: ต้องผูกพันกี่ปี

A: ขึ้นกับชนิดพืช พืชล้มลุกอาจตกลงเป็นรายฤดู ส่วนพืชยืนต้นต้องวางแผนยาวกว่า เราออกแบบเงื่อนไขให้เหมาะกับทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ผูกมัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

Q: ถ้าผลผลิตไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นอย่างไร

A: เราระบุไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้นว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งอาจเป็นการรับซื้อในราคาที่ต่ำลงสำหรับใช้ในงานที่เกณฑ์ไม่เข้ม หรือไม่รับซื้อในกรณีที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ความชัดเจนตรงนี้ป้องกันข้อพิพาทได้มากกว่าการปล่อยให้ตกลงกันตอนเกิดปัญหา

Q: พืชบางชนิดมีข้อจำกัดทางกฎหมายไหม

A: มี ทั้งพืชควบคุมตามกฎหมายไทยและพืชที่อยู่ในข่ายต้องขออนุญาตก่อนนำทรัพยากรชีวภาพไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Secretariat of the Convention on Biological Diversity, 2011) เราตรวจสอบสถานะให้ก่อนเริ่มโครงการเสมอ

Q: สั่งเฉพาะบริการนี้โดยไม่สกัดกับเราได้ไหม

A: ได้ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ต่อเนื่องกัน เพราะการควบคุมตั้งแต่แปลงจนถึงสารสกัดในระบบเดียวทำให้เอกสารสมบูรณ์กว่าและลดจุดที่ความรับผิดชอบไม่ชัด

ก้าวต่อไป

แจ้งชนิดพืช ปริมาณที่ต้องการต่อปี และตลาดที่จะขาย มาที่ info@zubbbiotech.com หรือ LINE @zubbbiotech เราจะประเมินความเป็นไปได้ในการจัดหา ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการวางระบบ และเสนอแผนพร้อมกรอบราคากลับให้โดยเร็วที่สุด หากคุณเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีผลผลิตอยู่แล้วและกำลังหาตลาด ติดต่อมาได้เช่นกัน

ติดต่อสอบถามและขอใบเสนอราคา

ส่งรายละเอียดงานของคุณมาได้ที่ ติดต่อเรา หรือ LINE @zubbbiotech · โทร 089-056-5651 · 097-297-1777 · อีเมล info@zubbbiotech.com

แหล่งอ้างอิง (References)

  1. Codex Alimentarius Commission. (1995). General standard for contaminants and toxins in food and feed (CXS 193-1995). Food and Agriculture Organization of the United Nations & World Health Organization.
  2. Secretariat of the Convention on Biological Diversity. (2011). Nagoya Protocol on access to genetic resources and the fair and equitable sharing of benefits arising from their utilization to the Convention on Biological Diversity. United Nations.
  3. World Health Organization. (2003). WHO guidelines on good agricultural and collection practices (GACP) for medicinal plants.

สอบถามเกี่ยวกับ บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service)

หากคุณมีคำถามหรือต้องการรับคำปรึกษาเกี่ยวกับ บริการรับซื้อและแปรรูปวัตถุดิบจากเกษตรกร (Contract Farming & Collection Service) คุณสามารถติดต่อเราได้ผ่านแบบฟอร์มติดต่อด้านล่าง

"*" indicates required fields

This field is for validation purposes and should be left unchanged.